เรื่องราวของป้ายุพาและลุงเล็ก....บนเส้นทางสายธรรมชาติ

.....ในแวดวงนักนิยมธรรมชาติ การดูนกเป็นเพียงส่วนแตกแขนงหนึ่งเท่านั้น...การได้ไปสัมผัสธรรมชาตินอกบ้าน ในต่างจังหวัด ภูมิภาคต่าง ๆ .....ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่านี่แหละคือความสุขของนักนิยมธรรมชาติอย่างแท้จริง....

.....
ปกติผมเดินทางดูนกไปไหนมาไหน..คนเดียว ตะลอนไปทั่วประเทศอาจด้วยรถไฟหรือรถโดยสาร ขนส่งมวลชนของประเทศ...ไปในสถานที่ต่าง ๆ สิ่งที่ได้รับและสัมผัสมากกว่าการได้ดูนกในสถานที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ ....คือผมยังได้มีโอกาสพบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา... ระหว่างการเดินทาง ซึ่งมานั่งคิดดูว่าหากเราไปไหนมาไหนด้วยรถส่วนตัวสะดวกก็จริง...แต่สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นคงไม่มีวันที่จะได้พบเจอแน่นอน....

....
ด้วยเหตุนี้ การเดินทางเพียงลำพังของผม จึงได้พบเจอบุคคลทรงคุณค่าอยู่ ๒ ท่าน...ที่ชีวิตคงลืมกันไม่ลงทีเดียว.....

....
คนแรก....ป้ายุพา เจนงามกุล เมื่อครั้งแรกพบปี ๒๕๔๗ บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี บริเวณที่ตั้งที่ทำการใหม่หน้าปากถ้ำขมิ้น...อยู่ห่างจากทางหลวงแค่ ๑ กม. เพราะที่ตั้งเก่าอยู่ไกลจากการสัญจรมากเข้าไปลึก ๑๖ กม.ที่น้ำตกดาดฟ้า....( ปล.มาที่นี่โดนชาร์จค่ามอไซต์รับจ้างด้วย เจ็บใจจริง ๆ )...

....
ในวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้มยามบ่ายเช่นนี้...ป่าก็อยู่ห่างออกไปไกล ที่ทำการอยู่ติดสวนยางชาวบ้าน...นกหนูก็หาดูยากชะมัด เจ้าหน้าที่เหลือเฝ้าอุทยาน ฯ ไม่กี่คน...การหาทำเลซุกหัวนอนในค่ำคืนนี้จึงเป็นทางเลือกเพียงทางเดียวที่น่าจะเข้าท่าที่สุด.....ยังดีที่พอจะมีเจ้าหน้าที่มานั่งเสวนากันในท่ามกลางเม็ดฝนตกปรอย ๆ ....ริมสวนยาง...คุยไปคุยมา แกบอกว่าคืนนี้จะมีสาว ๆ มานอนพักด้วย ยังไง ๆ คืนนี้เราก็ไม่ใช่นักท่องเที่ยวคนเดียวที่อยู่ในอุทยาน ฯ .....

....
ไม่นานนักรถป่าไม้ของอุทยาน ฯ ขับรถเลี้ยวเข้ามามีพี่ ๆ พนักงานพิทักษ์ป่าประมาณ ๗-๘ คน และผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งพ่วงมาด้วย....(ในใจคิดคนนี้หรือหว่าที่บอกสาว ๆ ง่ะ) .....และนี่เป็นเพียงแว้บแรกเท่านั้นที่เราได้พบกัน......



..... ทราบว่าป้าแกติดรถไปกับเจ้าหน้าที่เพราะ ไอทีวีตอนนั้นเขาติดต่อมาว่าจะทำรายการย้อนรอย คอมมิวนิสต์ใต้ร่มเย็น ....มีเจ้าหน้าที่บางส่วนเป็นสมาชิกเมื่อก่อน แกเลยติดไปกับเขาด้วย....

.....
ผมเข้าไปทักป้าแกก่อนเพราะอย่างน้อยแกก็อาวุโสกว่า....การได้รู้จัก ทักทาย พูดจาปราศรัย...กับคุณป้ายุพา... ทำให้ผมถึงกับอึ้งไปเลยครับในแว้บแรก...การได้พุดคุยกันกับป้ายุพานั้น...ทำให้ผมรู้อะไร ๆ ในตัวป้ามากขึ้น สุดยอดแห่งการเดินทางทั่วราชอาณาจักรตัวคนเดียว...บนเปลผ้าใบ ....อย่างแท้จริง....

.....
ป้ายุพา เป็นคน กทม. เคยเป็นข้าราชการทำงานในสถานที่ราชการแห่งหนึ่ง การได้เดินทางออกไปทำงานทุก ๆ วันจนวัหนึ่งถึงวัยเกษียณเป็นความเคยชินของแก แต่เมื่อวันหนึ่งต้องอยู่แต่บ้านหลังวัยเกษียณ ไม่ได้ไปไหนมาไหน...เป็นใคร ก็ต้องรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นธรรมดา ...จริง ๆ แล้วป้าแกออกตระเวณเที่ยวมาตั้งแต่ ๕๐ ต้น ๆ ...แต่เมื่อเกษียณออกมาแล้ว เวลาว่างก็มากมาย..จึงใช้เวลาเหล่านี้ออกเดินทางไปตามอุทยานแห่งชาติต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร....อยู่ปักหลักที่ละหลายสิบวัน บางแห่งก็ปักหลักเป็นเดือน แกบอกว่า ถ้าอยู่ กทม.จะมีค่าใช้จ่ายเยอะมาก จึงไปใช้ชีวิตต่างจังหวัดดีกว่า....บางครั้งหายไปกว่า ๒ เดือนแล้วค่อยกลับบ้านที่ กทม....แล้ววางแผนเดินทางต่อ....



...... ป้ายุพา ในขณะนั้นอายุ ๖๕ ปี เดินทางไปไหนมาไหนคนเดียว แบกกระเป๋าเป้สีแดงขนาดกลางที่แก ปลื้มนักหนาว่าต่อมาได้ถูกจากอรัญประเทศ...แถมจนบัดนี้ก็ยังไม่ขาดเลย ของใช้หลัก ๆ ก็เครื่องใช้ประจำวันทั่วไป แต่ที่ขาดไม่ได้คือ เปลผ้าใบ.....ไปตามอุทยานแห่งชาติที่ไหน...ถามเจ้าหน้าที่อุทยานได้แทบทุกแห่งครับ.....ป้ายุพา นอนเปล มีคนเดียว.....แกเดินทางด้วยรถไฟเป็นหลัก มอเตอร์ไซต์รับจ้างและการเดินเท้า....



..... กิจกรรมหลัก ๆ ของป้าในอุทยานแห่งชาติต่าง ๆ คือการเดินทางในแทบทุกเส้นทางศึกษาธรรมชาติของอุทยาน ฯ นั้น ๆ อาหารการกินก็เดินออกไปซื้อในตลาดใกล้ ๆ ถ้าอุทยาน ฯ แห่งนั้นไม่มีร้านอาหาร (ตอนอยู่ใต้ร่มเย็น แกเดินเท้าไปกลับกว่า ๘ กิโลเมตรไปซื้ออาหารมาทานจากตลอดนาสารครับ เก่งมาก ๆ )

.....
เราพูดคุยกันหลายเรื่องครับ จนกระทั่งผมบอกว่าจากนี้ผมจะไปดุนกที่เขานัน อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ต่อ แกบอกว่าไม่เคยไปอีกอย่างก็หาทางเข้าไม่เจอเลยได้ติดสอยห้อยตามกันไปจนถึงที่อุทยานแห่งชาติเขานัน..... จริง ๆ แล้วมีเรื่องราวเกี่ยวกับตัวป้าแกอีกเยอะมากที่แกไปไหนมาไหนคนเดียว....แอบทึ่งอยู่ในใจผมมาก ๆ เหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้ผมยังเดินทางไปได้ในสถานที่เหล่านั้น.....



..... ป้ายุพา เดินทางมาแล้ว ๑๔๖ อุทยานแห่งชาติทั่วไทยจากที่มีทั้งหมด ๑๔๘ อุทยาน ฯ   ขาดก็แต่อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์และอุทยานแห่งชาติพุเตย จ.กาญจนบุรีและสุพรรณบุรี....

.....
หลังจากได้เจอกันคราวนั้น ทำให้ผมเปลี่ยนพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างในการเดินทางคนเดียว ทางใกล้เดินเอาก็ได้ ....อาหารการกินเอาแบบง่าย ๆ รู้จักที่จะทักทายและทำความรู้จักเจ้าของพื้นที่บ้าง.....

.....
ผมไม่ได้เจอป้าแกมา ๕ ปีเต็ม ๆ คงเพราะทางสวนกันไปกันมา มาเจออีกทีแกอยู่ในโทรทัศน์ซะแล้วไปนอนที่ปางสีดา จ.สระแก้ว.... ออกรายการเนวิเกเตอร์ ของติ๊ก เจษฎาภรณ์...ซะด้วย อย่างน้อยเราก็ยังรู้ว่าแกยังเที่ยวอยู่ในวัย ๗๐ ปี ยังเดินทางไปไหนมาไหนเหมือนเคย ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีสายโทรเข้ามาหาผมบอกว่า " ผมเล็กครับ จำกันได้มั้ย ตอนที่เราเจอกันที่ทะเลบันไง " (คนนี้จะเป็นพระเอกของผมคนต่อไปที่จะเล่าให้อ่านกันครับ) ... ผมจำแกได้ดี แกแจ้งมาว่าตอนนี้แกเดินทางอยู่ที่น้ำตกกะโรม ที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช อยู่กับป้ายุพา....คนที่ผมเล่ามาตั้งแต่แรก...บังเอิญมาเจอกัน และก็เป็นครั้งแรกในรอบ ๕ ปี ที่ผมกับป้ายุพาได้พูดคุยกันถึงแม้ไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันก็ตาม......แกบ่นอะไรให้ฟังเยอะแยะมากมาย....เล่าเรื่องสนุก ๆ ไม่รู้จักจบสิ้น แต่หวังว่าผมจะได้มีโอกาสพบป้าและนั่งฟังเรื่องราวได้อย่างเต็มอิ่มกว่านี้.....



จากเรื่องราวป้ายุพา......ถึง คุณลุงเล็ก เชาวนะ สว่างเจริญ ...ทั้งสองอายุรวมกันคงไม่พ้น ๑๓๐ ปีเป็นแน่.... แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับตัวเลขและอายุ แต่จิตใจของท่านทั้งสอง....ช่างยิ่งใหญ่และเด็ดเดี่ยวจริง ๆ ....



....สิ่งที่ผมได้รับมาเหมือนกันจากการนั่งฟังทั้งสองท่านเล่าเรื่องราวการเดินทางมาหลายร้อย หลายพันไมล์นั้น...คือรอยยิ้ม ที่แปดเปื้อนบนใบหน้าตลอดเวลา เหมือนราวกับว่า...เป็นช่วงเวลาแห่งการถ่ายทอดความสุข...มาสู่บุคคลที่สามารถรับรู้ได้เช่นนั้นเหมือนกัน...

เรื่องราวของลุงเล็ก..... เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้เองครับ ปี ๒๕๕๒ ตอนผมลงไปดูนกที่ทะเลบัน จ.สตูล ภายใต้ชายคาศาลาแปดเหลี่ยม ริมบึงทะเลบัน ผมเห็นเต็นท์หลังเดี่ยว ๆ กางอยู่เพียงลำพัง....และเดาได้แน่ ๆ ว่ามาคนเดียว....พาลให้นึกถึงตอนพบกับป้ายุพาครั้งแรก.... ไม่นานก็มีชายร่างเล้ก แถมห้อยไบนอคตัวเล็ก ๆ ออกมาจากเต็นท์.....ผมไม่รีรอที่จะเข้าไปทักทายตามประสาคนเดินทางเหมือนกัน... ชายคนนั้นดูมีอายุ แต่ใบหน้าบอกได้ว่าเขาเป็นคนใจดี การเสวนากันจึงค่อนข้างที่จะไม่ต่างจากการได้พูดคุยกับป้ายุพา.... คุณลุงเล็กในวัยหลังเกษียณเดินทางมาที่ทะเลบันคนเดียว หลังจากแวะลงมาจากกรุงเทพ ฯ เยี่ยมหลานที่หาดใหญ่....แต่ขากลับคุณลุงไม่กลับกับลูก ๆ หลาน ๆ และครอบครัว แต่กลับแบกเป้ หิ้วถุงเต็นท์...แยกมาที่นี่แทน.... แกมาพักที่นี่ได้ ๓ คืนแล้วพรุ่งนี้เช้าจะไปตะรุเตาต่อ.... (ภายหลังมรสุมเข้าจึงเปลี่ยนไปนอนที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราแทน) ....

....
ผมถามแกว่าลูก ๆ และครอบครัวของคุณลุงไม่เป็นห่วงเหรอครับ แกบอกว่าห่วงก็ห่วงแต่ถ้าชอบอะไรก็ขอให้ทำ และอีกอย่างต้องสามารถโทรติดต่อได้ทุก ๆ วัน...ภูมิหลังการท่องเที่ยวของแกสุด ๆ จริง ๆ เพราะแกเคยปีนยอดดอยอินทนนท์ตอนที่ยังไม่มีถนนสู่ยอดดอย ตอนนั้นเป็นเพียงแนวที่จะทำถนน วิธีการเดียวคือการปีนไต่ระดับตามแคมป์ต่าง ๆ ผ่านบ้านผาหมอน ไปเรื่อย ๆ จนถึงยอดดอย....ซึ่งคณะสำรวจของแก และทีมที่เคยไปด้วยกันหนึ่งในนั้นก็มี....คนที่ชื่อ "นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล" ด้วย   ....

....
การได้ใช้ช่วงเวลามานั่งเสวนากับคุณลุงช่างคุ้มค่าจริง ๆ ลืมการดูนกในช่วงบ่ายไปเสียสนิท มืดซะแล้วแถมฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก..... ผมถามลุงว่ารู้จักป้ายุพามั้ย...แกตอบว่าผมรู้จักป้ายุพาที่เดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวเช่นกัน ลุงเล็กตอบว่า...ผมรู้จักชื่อแกมานาน แต่ไม่เคยเจอตัวเป็น ๆ ซักที...

.....
ในช่วงการเสวนาร่วมหลายชั่วโมงสิ่งที่ผมประทับใจกับคำพูดของลุงแกมากที่สุดคือ เมื่อผมถามแกว่ามาที่นี่มีกิจกรรมอะไรทำบ้าง แกบอกว่าห้อยกล้องออกดูนกแล้วก็เดินเล่นไปกลับ ๔ กม. ที่ชายแดนทุกวัน " การดูนกของผมไม่จำเป็นต้องรู้ว่านั่นมันนกอะไร แต่สิ่งสำคัญมากกว่าคือผมมีความสุขมากที่ได้พบนกเหล่านั้น " ....

.....
ผมยืมไฟรย์ชีทแกมาคลุมกล้องกลับเต็นท์เมื่อคืน เพราะลืมเอาเสื้อกันฝนติดไป ฝนตกลงมาทั้งคืนเลย.....เช้าวันนี้แกบอกว่าถ้าฝนตกก็จะนอนอีกคืนแต่สงสัยคงต้องไปแล้วเพราะฟ้าเปิด แดดออกแล้ว......

.....
ผมเดินไปส่งแกหน้าอุทยาน ฯ ออกไปไม่ไกลประมาณ ๕๐๐ เมตรได้....ก่อนโบกรถโดยสารไม่ประจำทางให้แกเดินทางต่อไปละงู.....

.....
ล่าสุดผมได้รับสายจากแกว่าแกเจอป้ายุพาแล้วนะที่น้ำตกกะโรม (ผมเคยไปนอนมาแล้วคนเดียวที่นี่เมื่อปี ๒๕๔๗ คราวนั้นฝนตกทั้งวันทั้งคืน) คุยกับสายป้ายุพานานมาก....บอกว่านั่นไง โลกช่างกลมจริง ๆ ทำให้พระเอกและนางเอกของผมเดินทางมาเจอกันจนได้......

นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ น้อย ๆ จากบุคคลธรรมดา ๆ สองคนที่ผมได้มีโอกาสพบเจอ แต่สิ่งที่ได้รับกลับคุ้มค่าแก่การเดินทางมาก.... เห็นมั้ยครับว่าเพียงแค่เราสนใจคนรอบข้างบ้าง...ไปดูนก ดูหนูที่ไหน....เรามักจะได้รับสิ่งดี ๆ และไมตรีกลับคืนมาเสมอ

......
นสท....

 

 

ที่มา : -

ข่าวเมื่อ : 17 May 10 / 16:20

โดย : Manod Taengtum

ดูบทความทั้งหมด >>